拼音:ระบบสัทอักษรพินอิน

บทที่ 1 他是谁?:เขาคือใคร

บทที่ 2 她比我高。:เขาโตกว่าฉัน

บทที่ 3 我的一天。:1 วันของฉัน

บทที่ 4 我的房间。 :ห้องของฉัน

บทที่ 5 客厅在南边。:ห้องรับแขกอยู่ทางทิศใต้

วรรณยุกต์ในภาษาจีน

声调 : เสียงวรรณยุกต์

1. วรรณยุกต์ในภาษาจีนมี 4 เสียง ดังนี้

เสียง 1   : ตี้ อี เซิง              เทียบเสียง “ สามัญ ” ของวรรณยุกต์ไทย

เสียง 2  : ตี้ เอ้อร์ เซิง         เทียบเสียง “ จัตวา ”  ของวรรณยุกต์ไทย

เสียง 3  : ตี้ ซาน เซิง         เทียบเสียง    “ เอก ”  ของวรรณยุกต์ไทย

เสียง 4  : ตี้ ซื่อ เซิง           เทียบเสียง      “ โท ”  ของวรรณยุกต์ไทย

เครื่องหมายทั้ง 4 นี้ ภาษาจีนสามารถเทียบเสียงกับวรรณยุกต์ภาษาไทยได้ดังนี้

2. เสียงเบา 轻声

           เสียงเบา หมายถึง เสียงที่เปล่งออกมาต่อจากพยางค์ก่อนหน้านั้นอย่างกระชั้นชิด มีลักษณะการออกเสียงสั้นและเบากว่าเสียงทั่วไป เสียงเบาที่อยู่หลังวรรณยุกต์เสียงหนึ่ง เสียงสอง และเสียงสาม จะออกเสียงต่ำต่อเนื่องจากเสียงวรรณยุกต์ก่อนหน้า ส่วนเสียงเบาที่อยู่หลังวรรณยุกต์เสียงสาม จะออกเสียงสูงขึ้นจากระดับเสียงของพยางค์หน้าเล็กน้อย เช่น

妈妈 māma มาหม่ะ แม่

爷爷 yéye เย๋เย ปู่

奶奶 năinai ไหน่ไน ย่า

爸爸 bàba ป้าปะ พ่อ

กฎของการเติมวรรณยุกต์

     1.  เครื่องหมายวรรณยุกต์จะใส่ไว้ตรงสระเท่านั้น ห้ามใส่ไว้บนพยัญชนะ

     2. ห้ามใส่เครื่องหมายวรรณยุกต์ไว้บน –n  –ng

     3. ตำแหน่งการใส่เครื่องหมายวรรณยุกต์ จะใส่ไว้ตามลำดับสระพี่น้องดังนี้

1 ( คนโต )

2

3

4 ( ฝาแฝด )

5

a

อา

o

โอ

e

เออ

i

อี

u

อู

ü

อวี

EX:               bāo        gěi         liè        nüē        tū

                       เปา        เก่ย        เลี่ย       เนวีย       ทู

     4. กรณีที่เป็นสระ ü(อวี)ให้ใส่เครื่องหมายวรรณยุกต์ไว้ข้างบนจุดจุด  เช่นnǚ(หนวี่)

     5. กรณีที่เป็นสระ (อี)ให้ใส่เครื่องหมายวรรณยุกต์ทับจุด  เช่น  lī(ลี)

     6. กรณีที่เป็นสระฝาแฝด( i อี  u อู)ให้วางวรรณยุกต์ไว้ที่สระด้านหลักเสมเช่น duī ,  diū

     7. กรณีที่เสียงวรรรยุกต์เสียงที่ 3 เจอเสียงวรรณยุกต์เสียงที่ 3 ด้วยกัน เสียงข้างหน้าจะเปลี่ยนเป็นเสียงที่ 2  เช่น

       8. กรณีเปลี่ยนเสียงวรรณยุกต์ของ  一

       9. กรณีเปลี่ยนเสียงวรรณยุกต์ 不